ลองนึกถึงแบรนด์สองแบรนด์ที่ขายของคล้ายกัน ราคาใกล้กัน รีวิวดีพอกัน แบรนด์แรกคุณรู้จักแค่โลโก้ แบรนด์ที่สองคุณเคยเห็นผู้ก่อตั้งออกมาเล่าว่าทำไมถึงเลือกวัตถุดิบตัวนี้ เคยเห็นเขาตอบคำถามลูกค้าเอง และเคยเห็นเขายอมรับตรง ๆ ว่ารุ่นก่อนทำพลาดตรงไหน ถึงเวลาต้องจ่ายเงิน คนส่วนใหญ่เลือกแบรนด์ที่สองโดยไม่ต้องคิดนาน

ไม่ใช่เพราะสินค้าดีกว่า แต่เพราะรู้ว่าใครอยู่ข้างหลัง

สินค้าของสองแบรนด์นี้ไม่ได้ต่างกัน สิ่งที่ต่างคือแบรนด์หนึ่งมีหน้าคน อีกแบรนด์มีแค่ชื่อ และคนเราไม่ค่อยเชื่อใจสิ่งที่ไม่มีหน้า

นี่คือเหตุผลที่ผู้บริหารจำนวนมากเริ่มออกหน้าเอง ทั้งที่สินค้าก็ขายได้อยู่แล้ว บทความนี้จะพาไปดู CEO Branding จากตัวอย่างผู้บริหาร 3 สายที่บุคลิกต่างกันชัดเจน แล้วถอดออกมาเป็นสิ่งที่ทำตามได้ ตั้งแต่เลือกเรื่องที่จะพูด เลือกช่องทาง แบ่งงานกับทีม ไปจนถึงวิธีวัดผลที่ไม่ใช่แค่นับยอดวิว และเรื่องที่ต้องระวังเมื่อแบรนด์ผูกกับตัวบุคคล

Table of Contents
  1. สินค้าดีแล้วทำไมซีอีโอยังต้องออกหน้า
    1. คนเชื่อคนมากกว่าโลโก้
    2. ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องขาย แต่ช่วยเรื่องหาคนด้วย
    3. CEO Branding ต่างจาก Personal Branding ตรงไหน
  2. CEO Branding ตัวอย่างผู้บริหาร 3 สาย ที่บุคลิกต่างกันแต่คนจำได้เหมือนกัน
    1. สายออกหน้า: ใช้ตัวเองเล่าเรื่องแทนแบรนด์
    2. สายนิ่ง: ใช้ความคิดนำ ไม่ใช้เสียงดัง
    3. สายผู้เชี่ยวชาญ: ให้ความรู้ลึกจนไม่มีใครแทนได้
  3. เลือกเรื่องที่จะพูด ก่อนคิดว่าจะโพสต์ที่ไหน
    1. เริ่มจากคำถามเดียว: อยากให้คนจำว่าเก่งเรื่องอะไร
    2. สามเสาคอนเทนต์ของผู้บริหาร
    3. พลาดตรงไหนถึงดูอวด
  4. เลือกช่องทาง: TikTok, LinkedIn หรือ Facebook
    1. TikTok: เร็ว กว้าง และเป็นกันเอง
    2. LinkedIn: ที่ที่ลูกค้าองค์กรและคนเก่งอ่านอยู่
    3. Facebook, YouTube และพอดแคสต์
    4. เริ่มช่องเดียวให้รอดก่อน
  5. ผู้บริหารไม่มีเวลา ให้ทีมทำแทนได้แค่ไหน
    1. ส่วนที่ทีมทำแทนได้
    2. ส่วนที่ต้องเป็นของผู้บริหารเอง
    3. ขั้นตอนทำงานรายเดือนที่ใช้เวลาผู้บริหารไม่มาก
  6. วัดผล CEO Branding ที่ไม่ใช่แค่ยอดวิว
    1. เกมยอดวิว กับเกมสร้างชื่อ เป็นคนละเกม
    2. ตัวเลขสี่กลุ่มที่ควรดู
    3. ต้องใช้เวลานานแค่ไหน
  7. เรื่องที่ต้องระวัง เมื่อแบรนด์ผูกกับตัวบุคคล
    1. ถ้าผู้บริหารพลาด
    2. ถ้าผู้บริหารลาออก หรือขายกิจการ
    3. กระจายน้ำหนักให้แบรนด์ยืนได้เอง
  8. สรุปแบบเพื่อนบอกเพื่อน

สินค้าดีแล้วทำไมซีอีโอยังต้องออกหน้า

คนเชื่อคนมากกว่าโลโก้

สินค้าดีเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ แต่ในตลาดที่ของดีมีหลายเจ้า สิ่งที่ทำให้คนเลือกคือความเชื่อใจ และความเชื่อใจเกิดกับคนง่ายกว่าเกิดกับโลโก้ ผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงกว่า 1,700 คนใน 19 ประเทศที่นิตยสาร Chief Executive นำมาสรุปไว้ พบว่าผู้บริหารประเมินว่าชื่อเสียงของซีอีโอคิดเป็นราว 45% ของชื่อเสียงบริษัท ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากความเห็น ไม่ใช่ผลวัดทางบัญชี และเป็นข้อมูลปี 2015 แต่ก็บอกทิศทางได้ชัดว่าคนในวงการธุรกิจมองสองเรื่องนี้แยกกันไม่ออก

CEO Branding กับความเชื่อใจของลูกค้า: ผู้บริโภคดูคลิปของผู้ก่อตั้งแบรนด์บนมือถือก่อนตัดสินใจซื้อ

อีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจความไว้ใจระดับโลกที่Fortune รายงานไว้ในปี 2023 พบว่าคนไว้ใจ "ซีอีโอของบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่" (64%) มากกว่าซีอีโอโดยทั่วไป (48%) อย่างชัดเจน ช่องว่างนี้บอกว่าคนไม่ได้ไว้ใจตำแหน่ง แต่ไว้ใจคนที่ตัวเองรู้จัก ยิ่งเห็นบ่อย ยิ่งรู้ว่าเขาคิดอย่างไร ก็ยิ่งเชื่อ

ผู้บริหารขององค์กรใหญ่ก็ขยับตามเรื่องนี้มานานแล้ว บทความใน Harvard Business Review ระบุว่าในปี 2015 ซีอีโอของบริษัทใหญ่ที่สุดในโลก 50 แห่ง มีถึง 80% ที่ปรากฏตัวบนออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 36% ในปี 2010

ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องขาย แต่ช่วยเรื่องหาคนด้วย

คนที่กำลังเลือกที่ทำงานก็ดูผู้บริหารเหมือนกัน CNBC รายงานผลสำรวจพนักงานกว่า 4,000 คนในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ว่าคนที่อยากทำงานกับซีอีโอที่ใช้โซเชียลมีเดียในการทำงาน มีมากเป็นสองเท่าของคนที่เลือกซีอีโอที่ไม่ใช้ และพนักงานอเมริกันเกือบ 70% คาดหวังให้ซีอีโอเป็นหน้าตาของบริษัท สำหรับธุรกิจที่แย่งคนเก่งกันหนัก ผู้บริหารที่คนภายนอกรู้จักและเข้าใจวิธีคิด คือประกาศรับสมัครงานที่ทำงานตลอดเวลา

CEO Branding ต่างจาก Personal Branding ตรงไหน

สองคำนี้ใช้ปนกันบ่อย ความต่างอยู่ที่ว่าแบรนด์นั้นรับใช้ใคร Personal Branding สร้างเพื่อตัวบุคคล ย้ายงานไปไหนแบรนด์ก็ตามไปด้วย ส่วน CEO Branding สร้างตัวตนของผู้บริหารให้เชื่อมกับเป้าหมายของบริษัท เรื่องที่พูด ช่องทางที่เลือก และตัวเลขที่ใช้วัด จึงต้องตอบโจทย์ธุรกิจด้วยเสมอ ใครที่กังวลว่าตัวเองไม่ใช่คนชอบออกกล้อง เราเคยเขียนเรื่องPersonal Branding สำหรับคนเก็บตัวไว้แล้ว หลักคิดหลายข้อใช้กับผู้บริหารได้เหมือนกัน

สินค้าทำให้คนซื้อครั้งแรก แต่คนที่อยู่ข้างหลังทำให้คนเชื่อพอจะซื้อซ้ำและบอกต่อ

CEO Branding ตัวอย่างผู้บริหาร 3 สาย ที่บุคลิกต่างกันแต่คนจำได้เหมือนกัน

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ CEO Branding เหมาะกับคนพูดเก่ง ชอบกล้อง และมีเรื่องเล่าเยอะเท่านั้น ถ้าดูผู้บริหารที่คนจำได้จริง จะพบว่ามีอย่างน้อย 3 สายที่บุคลิกต่างกันมาก

สายออกหน้า: ใช้ตัวเองเล่าเรื่องแทนแบรนด์

Richard Branson ผู้ก่อตั้ง Virgin Group คือตัวอย่างคลาสสิกของสายนี้ เขาเขียนบล็อกในชื่อตัวเองบนเว็บไซต์ของ Virgin มาอย่างต่อเนื่อง เล่าทั้งเรื่องธุรกิจ ความล้มเหลว และชีวิตส่วนตัว จนคนจำนวนมากนึกถึงหน้าเขาก่อนนึกถึงสินค้าของ Virgin ในไทย คุณตัน ภาสกรนที เป็นอีกคนที่คนรู้จักตัวตนพอ ๆ กับรู้จักแบรนด์ บทวิเคราะห์ของ Marketeer มองว่าภาพ "นักสู้ที่ไม่ยอมแพ้" ของเขาคือส่วนหนึ่งของตัวตนแบรนด์อิชิตัน

สายนี้ได้ผลเร็วและสร้างความผูกพันสูง แต่ต้องใช้เวลาของผู้บริหารมาก และแบรนด์จะผูกกับตัวบุคคลแน่นที่สุดในสามสาย

สายนิ่ง: ใช้ความคิดนำ ไม่ใช้เสียงดัง

Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ไม่ใช่ผู้บริหารแบบโชว์แมน แต่คนในวงการจำเขาได้จากวิธีคิดเรื่องการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเขาเรียบเรียงไว้ในหนังสือ Hit Refresh ที่ออกในปี 2017 สายนี้ไม่ต้องโพสต์ทุกวัน ไม่ต้องเต้น ไม่ต้องเล่าเรื่องส่วนตัว แต่ต้องมีความคิดที่ชัดพอจะเขียนเป็นบทความ พูดบนเวที หรือให้สัมภาษณ์ได้ซ้ำ ๆ โดยไม่เปลี่ยนแกน

สายนี้เหมาะกับธุรกิจ B2B องค์กรขนาดใหญ่ และผู้บริหารที่ไม่ถนัดออกกล้อง ข้อแลกคือเห็นผลช้ากว่า เพราะความน่าเชื่อถือแบบนี้สะสมจากงานชิ้นยาว

สายผู้เชี่ยวชาญ: ให้ความรู้ลึกจนไม่มีใครแทนได้

Jensen Huang ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ NVIDIA ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 1993 ขึ้นเวทีอธิบายเทคโนโลยีของบริษัทด้วยตัวเองในงานใหญ่ประจำปี คนฟังเชื่อเพราะเขาอธิบายเรื่องยากได้ลึกในระดับที่คนทำจริงเท่านั้นจะพูดได้ และแจ็กเก็ตหนังสีดำที่ใส่ขึ้นเวทีเป็นประจำก็กลายเป็นภาพจำไปด้วย สายนี้เหมาะกับธุรกิจที่ขายความเชี่ยวชาญ เช่น เทคโนโลยี การแพทย์ การเงิน วิศวกรรม และที่ปรึกษา

เรื่องสายออกหน้าสายนิ่ง ใช้ความคิดนำสายผู้เชี่ยวชาญ
จุดแข็งเล่าเรื่องเก่ง เข้าถึงง่ายวิธีคิดชัด น่าเชื่อถือรู้ลึก อธิบายเรื่องยากได้
เหมาะกับสินค้าผู้บริโภค ร้านอาหาร ค้าปลีกB2B องค์กรใหญ่ ธุรกิจบริการเทคโนโลยี การแพทย์ การเงิน ที่ปรึกษา
รูปแบบคอนเทนต์วิดีโอสั้น ไลฟ์ เรื่องเบื้องหลังบทความ สัมภาษณ์ เวทีสัมมนาคลิปอธิบาย เดโม ตอบคำถามเชิงลึก
ช่องทางที่มักใช้TikTok, Facebook, InstagramLinkedIn, สื่อธุรกิจ, พอดแคสต์YouTube, LinkedIn, งานอีเวนต์
ข้อควรระวังแบรนด์ผูกกับตัวบุคคลสูงเห็นผลช้า ต้องอดทนศัพท์ยากเกินจนคนนอกวงการไม่ตาม
CEO Branding ตัวอย่างผู้บริหาร 3 สาย: สายออกหน้าพูดกับกล้อง สายนิ่งเขียนบันทึก และสายผู้เชี่ยวชาญอธิบายหน้ากระดาน

ไม่มีสายไหนดีกว่ากัน สายที่ได้ผลคือสายที่ผู้บริหารทำต่อได้นานโดยไม่ต้องฝืนเป็นคนอื่น

เลือกเรื่องที่จะพูด ก่อนคิดว่าจะโพสต์ที่ไหน

เริ่มจากคำถามเดียว: อยากให้คนจำว่าเก่งเรื่องอะไร

ผู้บริหารส่วนใหญ่เริ่มผิดลำดับ คือเปิดช่องก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะพูดอะไร ผลคือสัปดาห์แรกพูดเรื่องภาวะผู้นำ สัปดาห์ต่อมารีวิวหนังสือ เดือนถัดไปเล่าเรื่องวิ่งมาราธอน คนดูชอบทุกคลิป แต่จำไม่ได้ว่าคนนี้เก่งเรื่องอะไร ให้ตอบคำถามนี้ให้ได้ในประโยคเดียวก่อน เช่น "คนที่รู้เรื่องการขยายร้านอาหารจากหนึ่งสาขาเป็นสิบสาขา" ยิ่งแคบ ยิ่งจำง่าย

สามเสาคอนเทนต์ของผู้บริหาร

เมื่อได้แกนแล้ว เรื่องที่พูดควรวนอยู่ในสามเสา เสาแรกคือมุมมองต่อวงการ เช่น เทรนด์ที่กำลังมา และสิ่งที่คนในวงการเข้าใจผิด เสาที่สองคือเบื้องหลังการตัดสินใจ ทำไมเลือกทางนี้ ทางไหนที่เคยลองแล้วไม่ได้ผล เสาที่สามคือบทเรียนเรื่องคนและการทำงาน ซึ่งเป็นเสาที่ทำให้ผู้บริหารดูเป็นมนุษย์ สัดส่วนที่ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่คือให้สองเสาแรกเป็นหลัก ส่วนเสาที่สามเสริมเป็นระยะ ธุรกิจที่ไม่มีทีมในบ้านมักใช้ทีมรับทำคอนเทนต์ช่วยวางแผนรายเดือนจากสามเสานี้ แล้วให้ผู้บริหารเป็นคนให้ความเห็น

พลาดตรงไหนถึงดูอวด

เส้นแบ่งระหว่างแบ่งปันกับอวดอยู่ที่ว่าคนดูได้อะไรกลับไป โพสต์ว่าบริษัทได้รางวัลคือเรื่องของเรา โพสต์ว่าทีมแก้ปัญหาอะไรจนได้รางวัล และคนอื่นเอาไปใช้ได้อย่างไร คือเรื่องของคนดู คนจำสิ่งที่ตัวเองได้ ไม่ได้จำสิ่งที่ตัวเองเห็น ก่อนกดโพสต์ทุกครั้งจึงควรถามว่า ถ้าตัดชื่อเราออก โพสต์นี้ยังมีประโยชน์กับคนอ่านอยู่ไหม

ความจริงใจ ความชัด และความสม่ำเสมอ รวมกันแล้วได้ความเชื่อใจ ขาดข้อใดข้อหนึ่ง อีกสองข้อก็ทำงานไม่เต็มที่

เลือกช่องทาง: TikTok, LinkedIn หรือ Facebook

TikTok: เร็ว กว้าง และเป็นกันเอง

TikTok เหมาะกับผู้บริหารที่ขายของให้ผู้บริโภคโดยตรง และกล้าพูดสั้น ๆ ตรง ๆ หน้ากล้อง คลิปที่ได้ผลมักเป็นการตอบคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย เล่าเบื้องหลังการทำงาน หรือให้ความเห็นต่อเรื่องที่คนในวงการกำลังพูดถึง จุดแข็งคือเข้าถึงคนที่ยังไม่รู้จักได้เร็ว จุดอ่อนคือต้องทำสม่ำเสมอและใช้แรงผลิตมาก ธุรกิจจำนวนหนึ่งจึงให้ทีมปั้นช่อง TikTokดูแลงานผลิต ใครอยากรู้ว่างานแบบนี้มีต้นทุนอะไรบ้าง ดูได้ในบทความค่าใช้จ่ายในการดูแลช่อง TikTok

CEO Branding TikTok: ผู้บริหารถ่ายคลิปสั้นตอบคำถามลูกค้า โดยมีทีมช่วยถามและถ่ายทำ

LinkedIn: ที่ที่ลูกค้าองค์กรและคนเก่งอ่านอยู่

ถ้าลูกค้าเป็นองค์กร หรือเป้าหมายคือดึงคนเก่งเข้าบริษัท LinkedIn มักเป็นคำตอบแรก ที่นี่คนอ่านยาวได้ โพสต์ที่ทำงานคือมุมมองต่อวงการและบทเรียนจากการตัดสินใจจริง ผู้บริหารสายนิ่งและสายผู้เชี่ยวชาญมักถนัดช่องนี้เพราะเขียนได้ ไม่ต้องออกกล้องทุกครั้ง

Facebook, YouTube และพอดแคสต์

Facebook ยังเป็นช่องที่เจ้าของธุรกิจไทยจำนวนมากใช้เป็นหลัก เหมาะกับการเล่าเรื่องยาวปานกลางและคุยกับคนที่รู้จักอยู่แล้ว ส่วน YouTube และพอดแคสต์เหมาะกับเนื้อหาเชิงลึก ซึ่งตัดเป็นคลิปสั้นไปใช้ในช่องอื่นต่อได้

เริ่มช่องเดียวให้รอดก่อน

ความผิดพลาดที่เจอบ่อยคือเปิดทุกช่องพร้อมกัน แล้วหายไปทั้งหมดในเดือนที่สาม ให้เลือกช่องเดียวที่กลุ่มเป้าหมายอยู่มากที่สุดและผู้บริหารถนัดที่สุด ตั้งความถี่ที่ทำได้จริง เช่น สัปดาห์ละหนึ่งถึงสองชิ้น ทำให้ครบสามเดือน แล้วค่อยนำเนื้อหาเดิมไปปรับลงช่องที่สอง

ช่องทางที่ดีที่สุดไม่ใช่ช่องที่คนเยอะที่สุด แต่เป็นช่องที่คุณยังโพสต์อยู่ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า

ผู้บริหารไม่มีเวลา ให้ทีมทำแทนได้แค่ไหน

เหตุผลอันดับหนึ่งที่ผู้บริหารไม่เริ่มคือไม่มีเวลา ซึ่งเป็นเรื่องจริง และก็เป็นเหตุผลที่งานนี้ไม่ควรทำคนเดียว

ส่วนที่ทีมทำแทนได้

งานวางแผนหัวข้อ เตรียมคำถาม ถ่ายทำ ตัดต่อ เรียบเรียงคำพูดเป็นโพสต์ ออกแบบภาพ ลงตามตาราง และสรุปตัวเลข ทีมทำแทนได้ทั้งหมด จะเป็นทีมในบริษัทหรือทีมภายนอกที่รับทำ CEO Brandingก็ได้ หน้าที่ของทีมคือทำให้ผู้บริหารใช้เวลาน้อยที่สุดกับงานที่คนอื่นทำได้

ส่วนที่ต้องเป็นของผู้บริหารเอง

ความเห็น จุดยืน และเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง ต้องมาจากปากผู้บริหารเองเสมอ ทีมเรียบเรียงให้อ่านง่ายขึ้นได้ แต่คิดแทนไม่ได้ อีกสองอย่างที่ไม่ควรให้ใครทำแทนคือการอนุมัติก่อนเผยแพร่ และการตอบคอมเมนต์หรือข้อความในเรื่องสำคัญ เพราะวันที่คนจับได้ว่าเสียงนั้นไม่ใช่ของตัวจริง ความเชื่อใจที่สะสมมาจะหายเร็วกว่าตอนสร้าง

ขั้นตอนทำงานรายเดือนที่ใช้เวลาผู้บริหารไม่มาก

  1. ต้นเดือน ทีมเสนอหัวข้อ 8 ถึง 10 เรื่องจากสามเสา ผู้บริหารเลือกและเติมมุมของตัวเอง
  2. นัดอัดหนึ่งรอบ ทีมถามคำถาม ผู้บริหารตอบเป็นภาษาพูดของตัวเอง ทั้งแบบวิดีโอและแบบเสียง
  3. ทีมตัดคลิปและเรียบเรียงเป็นโพสต์ โดยคงคำพูดเดิมให้มากที่สุด
  4. ผู้บริหารอ่านและอนุมัติทีละชุด แก้ตรงที่ไม่ใช่คำของตัวเอง
  5. ทีมลงตามตาราง ผู้บริหารเข้ามาตอบคอมเมนต์สำคัญด้วยตัวเอง
  6. สิ้นเดือน ดูตัวเลขและเลือกเรื่องที่ควรพูดต่อ

จากที่เราเห็น ขั้นตอนแบบนี้ใช้เวลาผู้บริหารราว 3 ถึง 5 ชั่วโมงต่อเดือน ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ ขึ้นกับจำนวนชิ้นงานและความถนัดหน้ากล้องของแต่ละคน

ทีมช่วยให้เสียงของคุณไปได้ไกลขึ้น แต่ไม่ควรมีใครพูดแทนคุณ

วัดผล CEO Branding ที่ไม่ใช่แค่ยอดวิว

เกมยอดวิว กับเกมสร้างชื่อ เป็นคนละเกม

ยอดวิวกับยอดผู้ติดตามวัดง่ายและขึ้นเร็ว ทีมจึงมักรายงานสองตัวนี้ก่อน แต่ผู้บริหารที่ไล่ตัวเลขสองตัวนี้จะค่อย ๆ ถูกดึงไปทำคลิปตามกระแสที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ นั่นคือการเล่นเกมโซเชียลมีเดีย ส่วนเกมสร้างชื่อวัดจากคำถามอีกแบบ คือเมื่อคนนึกถึงเรื่องที่คุณเชี่ยวชาญ เขานึกถึงชื่อคุณหรือเปล่า คลิปที่คนดูหมื่นคนซึ่งเป็นลูกค้าเป้าหมาย มีค่ากว่าคลิปล้านวิวที่ไม่มีใครจำได้ว่าคุณทำธุรกิจอะไร

ตัวเลขสี่กลุ่มที่ควรดู

กลุ่มแรกคือการถูกค้นหา มีคนค้นชื่อผู้บริหารหรือชื่อแบรนด์เพิ่มขึ้นไหม กลุ่มที่สองคือโอกาสที่เข้ามาเอง เช่น คำเชิญไปพูด คำขอสัมภาษณ์ และข้อความจากคนที่อยากเป็นคู่ค้า กลุ่มที่สามคือคน ผู้สมัครงานเอ่ยถึงคอนเทนต์ของผู้บริหารในการสัมภาษณ์หรือไม่ กลุ่มที่สี่คือยอดขาย ทีมขายได้ยินประโยคว่า "เห็นคลิปของซีอีโอมา" บ่อยแค่ไหน และดีลปิดเร็วขึ้นหรือเปล่า ตัวเลขกลุ่มหลังต้องให้ทีมขายและทีมบุคคลช่วยจด เพราะไม่มีแพลตฟอร์มไหนรายงานให้

Infographic CEO Branding: วัดผลจาก 4 กลุ่ม คือ คนค้นชื่อ โอกาสที่เข้ามาเอง คนเก่งอยากร่วมงาน และยอดขาย

ต้องใช้เวลานานแค่ไหน

ไม่มีตัวเลขตายตัว และใครสัญญาผลในหนึ่งเดือนควรตั้งคำถามกลับ แนวทางที่เราใช้ประเมินคือ สามเดือนแรกเป็นช่วงหาเสียงของตัวเองและดูว่าเรื่องไหนคนตอบรับ หกเดือนควรเริ่มเห็นสัญญาณ เช่น มีคนทักเรื่องคอนเทนต์ในที่ประชุม และราวหนึ่งปีจึงพอบอกได้ว่าส่งผลถึงธุรกิจแค่ไหน ทั้งหมดนี้เป็นค่าประมาณ ขึ้นกับความสม่ำเสมอ ขนาดตลาด และจุดตั้งต้นของแต่ละคน

ยอดวิวบอกว่ามีคนเห็น แต่ธุรกิจโตเพราะมีคนเชื่อ

เรื่องที่ต้องระวัง เมื่อแบรนด์ผูกกับตัวบุคคล

ถ้าผู้บริหารพลาด

ยิ่งคนรู้จักมาก คำพูดผิดหนึ่งประโยคก็ยิ่งไปไกล และเมื่อหน้าของผู้บริหารคือหน้าของแบรนด์ ความเสียหายก็ถึงแบรนด์ทันที วิธีลดความเสี่ยงคือกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเรื่องใดจะไม่แสดงความเห็น มีคนที่สองอ่านทุกชิ้นก่อนเผยแพร่ และตกลงกันไว้ก่อนว่าถ้าพลาดจะรับมืออย่างไร ใครเป็นคนตอบ ภายในกี่ชั่วโมง

ถ้าผู้บริหารลาออก หรือขายกิจการ

นี่คือความเสี่ยงที่คนมองข้ามมากที่สุด ถ้าลูกค้าเชื่อแบรนด์เพราะคนคนเดียว วันที่คนนั้นไม่อยู่ ความเชื่อก็ไปด้วย สำหรับธุรกิจที่มีแผนระดมทุน ขายกิจการ หรือส่งต่อให้รุ่นถัดไป เรื่องนี้ควรคิดตั้งแต่วันแรก

กระจายน้ำหนักให้แบรนด์ยืนได้เอง

ทางออกไม่ใช่เลิกทำ แต่คือไม่ให้ทุกอย่างอยู่ที่คนคนเดียว ให้ผู้บริหารพูดถึงทีมและวิธีทำงานของบริษัทบ่อยพอ ๆ กับพูดถึงตัวเอง ค่อย ๆ ดันผู้บริหารคนที่สองและผู้เชี่ยวชาญในทีมขึ้นมามีเสียงของตัวเอง และเก็บเนื้อหาสำคัญไว้บนช่องทางของบริษัทด้วย ไม่ใช่อยู่ในบัญชีส่วนตัวอย่างเดียว

ผู้บริหารที่สร้างแบรนด์ได้ดีที่สุด คือคนที่ทำให้บริษัทยังน่าเชื่อถือในวันที่ตัวเองไม่ได้อยู่หน้ากล้อง

สรุปแบบเพื่อนบอกเพื่อน

ถ้าต้องสรุปให้เพื่อนที่เป็นเจ้าของธุรกิจฟังในหนึ่งนาที ก็คงบอกว่า สินค้าดีทำให้คุณมีสิทธิ์อยู่ในตลาด แต่คนที่อยู่ข้างหลังสินค้าทำให้ลูกค้าเลือก ไม่ต้องเป็นคนพูดเก่ง ไม่ต้องโพสต์ทุกวัน ให้เริ่มจากตอบให้ได้ว่าอยากให้คนจำว่าเก่งเรื่องอะไร เลือกสายที่เป็นตัวเอง เลือกช่องทางเดียว แล้วทำให้ครบสามเดือนก่อนตัดสินว่าได้ผลหรือไม่

การออกหน้าของผู้บริหารเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเส้นทางลูกค้า คนเห็นคลิปแล้วไปค้นชื่อแบรนด์ อ่านรีวิว เข้าเว็บไซต์ ก่อนจะตัดสินใจ ธุรกิจที่อยากให้ทุกจุดต่อกันจึงมักทำงานกับทีมที่รับทำการตลาดออนไลน์ครบวงจร ถ้าอยากคุยว่าผู้บริหารของคุณเหมาะกับสายไหนและควรเริ่มจากช่องทางใด ก็ปรึกษาฟรีได้

คำถามที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ "เราควรออกหน้าไหม" แต่คือ "ถ้าเราไม่เล่าเรื่องของเราเอง ใครจะเป็นคนเล่า"

FAQ : คำถามที่พบบ่อย

CEO Branding เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กไหม?

เหมาะ และมักได้ผลเร็วกว่าองค์กรใหญ่ เพราะในธุรกิจขนาดเล็ก เจ้าของคือคนที่รู้เรื่องสินค้าและลูกค้าดีที่สุด และลูกค้าก็อยากรู้ว่าใครอยู่ข้างหลังแบรนด์ ธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องมีทีมใหญ่ เริ่มจากช่องทางเดียว สัปดาห์ละหนึ่งถึงสองชิ้น และพูดเรื่องที่ตัวเองเชี่ยวชาญจริงก็เพียงพอ สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าให้แบรนด์ผูกกับเจ้าของคนเดียวจนธุรกิจขยายหรือส่งต่อไม่ได้

ผู้บริหารที่ไม่ชอบออกกล้องทำ CEO Branding ได้ไหม?

ทำได้ เพราะ CEO Branding ไม่ได้มีแค่รูปแบบวิดีโอ ผู้บริหารสายนิ่งสร้างชื่อจากงานเขียน บทสัมภาษณ์ การพูดบนเวที และพอดแคสต์ได้ ตัวอย่างที่ชัดคือผู้บริหารที่คนจำได้จากวิธีคิดซึ่งเรียบเรียงเป็นหนังสือหรือบทความ สิ่งสำคัญคือมีความคิดที่ชัดและพูดเรื่องเดิมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความถี่ในการออกกล้อง

CEO Branding ควรใช้ TikTok หรือ LinkedIn?

ขึ้นกับว่ากลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ไหน ถ้าขายให้ผู้บริโภคโดยตรงและผู้บริหารถนัดพูดหน้ากล้อง TikTok เข้าถึงคนใหม่ได้เร็ว ถ้าลูกค้าเป็นองค์กรหรือเป้าหมายคือดึงคนเก่งเข้าบริษัท LinkedIn มักเหมาะกว่า ทั้งสองช่องใช้พร้อมกันได้ แต่ควรเริ่มช่องเดียวให้สม่ำเสมออย่างน้อยสามเดือนก่อนขยายไปช่องที่สอง

ให้ทีมเขียนโพสต์แทนผู้บริหารได้ไหม?

ได้ในส่วนของการเรียบเรียง แต่ไม่ควรให้ทีมคิดแทน วิธีที่ใช้กันคือทีมสัมภาษณ์ผู้บริหาร แล้วเรียบเรียงคำตอบเป็นโพสต์โดยคงคำพูดเดิมให้มากที่สุด จากนั้นผู้บริหารอ่านและอนุมัติก่อนเผยแพร่ ความเห็น จุดยืน และการตอบคอมเมนต์เรื่องสำคัญ ควรเป็นของผู้บริหารเอง เพราะถ้าคนจับได้ว่าไม่ใช่เสียงของตัวจริง ความเชื่อใจจะเสียหาย

วัดผล CEO Branding อย่างไร?

วัดจากสิ่งที่เปลี่ยนในธุรกิจ ไม่ใช่ยอดวิวอย่างเดียว ตัวเลขที่ควรดูมีสี่กลุ่ม คือ จำนวนคนที่ค้นชื่อผู้บริหารหรือชื่อแบรนด์ โอกาสที่เข้ามาเองอย่างคำเชิญไปพูดหรือข้อเสนอเป็นคู่ค้า ผู้สมัครงานที่เอ่ยถึงคอนเทนต์ของผู้บริหาร และจำนวนลูกค้าที่บอกทีมขายว่ารู้จักแบรนด์จากผู้บริหาร ตัวเลขสองกลุ่มหลังต้องให้ทีมบุคคลและทีมขายช่วยบันทึก

ถ้าซีอีโอลาออก แบรนด์จะเสียหายไหม?

เสียหายได้ ถ้าความเชื่อของลูกค้าผูกอยู่กับคนคนเดียว วิธีลดความเสี่ยงคือกระจายน้ำหนักตั้งแต่ต้น ให้ผู้บริหารพูดถึงทีมและวิธีทำงานของบริษัทควบคู่กับเรื่องของตัวเอง ค่อย ๆ สร้างผู้บริหารคนที่สองและผู้เชี่ยวชาญในทีมให้มีเสียงของตัวเอง และเก็บเนื้อหาสำคัญไว้บนช่องทางของบริษัทด้วย

แหล่งอ้างอิง

  1. Chief Executive: 8 Characteristics of a CEO With a Great Reputation (สรุปผลสำรวจผู้บริหารกว่า 1,700 คนใน 19 ประเทศ) — Chief Executive
  2. Fortune: รายงานผลสำรวจความไว้ใจระดับโลกปี 2023 เรื่องความไว้ใจต่อซีอีโอ — Fortune
  3. CNBC Make It: These CEOs have the strongest social media presence, survey shows — CNBC
  4. Harvard Business Review: What CEOs Have Learned About Social Media — Harvard Business Review
  5. Virgin: Richard Branson's Blog — Virgin
  6. Microsoft: Hit Refresh โดย Satya Nadella — Microsoft
  7. NVIDIA: ประวัติ Jensen Huang ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ — NVIDIA
  8. Marketeer: บทวิเคราะห์แบรนด์อิชิตัน — Marketeer