สมมติว่าคุณส่งข้อความไปขอราคาอินฟลูเอนเซอร์สองคน ทั้งคู่มีผู้ติดตามราวห้าหมื่นคนบน TikTok ทำคอนเทนต์สายเดียวกัน คนแรกตอบกลับมาว่าคลิปละ 6,000 บาท คนที่สองตอบว่า 18,000 บาท คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ คนที่สองโก่งราคาหรือเปล่า
ส่วนใหญ่ไม่ใช่ เพราะยอดผู้ติดตามเป็นแค่ตัวเลขเดียวจากหลายตัวที่ใช้ตั้งราคา
และถ้าดูให้ครบทุกตัว คนที่ราคาสูงกว่าอาจเป็นคนที่คุ้มกว่าด้วยซ้ำ
บทความนี้จะแกะ เรทราคา Influencer ปี 2026 ให้ดูว่าแต่ละขนาดตั้งแต่ Nano ถึง Macro อยู่ในช่วงราคาประมาณเท่าไร TikTok, IG และ Facebook ต่างกันอย่างไร ราคาคิดจากอะไร และมีค่าใช้จ่ายอะไรอีกบ้างที่ไม่เคยอยู่ในเรทการ์ด เพื่อให้คุณตั้งงบได้ใกล้ความจริง และรู้ว่าควรถามอะไรก่อนตกลงจ่าย
Table of Contents
ยอดผู้ติดตามเท่ากัน ทำไมค่าตัวต่างกันเป็นเท่าตัว
ตลาดนี้ไม่มีราคากลาง
สิ่งแรกที่ต้องรู้คือไม่มีหน่วยงานไหนกำหนดเรทราคาของอินฟลูเอนเซอร์หรือ KOL ครีเอเตอร์แต่ละคนตั้งราคาเอง บางคนตั้งตามที่เพื่อนในวงการตั้ง บางคนตั้งตามงานล่าสุดที่เคยได้ และบางคนยังไม่เคยตั้งราคาเลยจนกว่าจะมีแบรนด์ถาม ตัวเลขที่เห็นตามบทความต่าง ๆ รวมถึงบทความนี้ จึงเป็นช่วงโดยประมาณที่ใช้ตั้งงบ ไม่ใช่ราคาที่ต้องจ่ายจริง

หกเรื่องที่ทำให้ราคาต่างกัน
เรื่องแรกคือ engagement คนที่มีผู้ติดตามห้าหมื่นแต่ทุกคลิปมีคนคอมเมนต์ถามจริงจัง มีค่ากว่าคนที่มีผู้ติดตามเท่ากันแต่คลิปเงียบ เรื่องที่สองคือกลุ่มผู้ติดตาม ครีเอเตอร์สายเฉพาะทาง เช่น การเงิน แม่และเด็ก หรือความงามเชิงลึก มักคิดแพงกว่าสายไลฟ์สไตล์ทั่วไป เพราะคนดูตรงกลุ่มและพร้อมซื้อ
เรื่องที่สามคือรูปแบบงาน คลิปวิดีโอที่ต้องเขียนสคริปต์ ถ่าย และตัดต่อ ใช้แรงมากกว่าโพสต์ภาพหนึ่งรูป ส่วนไลฟ์ขายของมักแพงที่สุดเพราะใช้เวลาต่อเนื่อง เรื่องที่สี่คือสิทธิ์ใช้คอนเทนต์ ถ้าแบรนด์อยากนำคลิปไปยิงแอดหรือใช้ในช่องของตัวเอง ราคาจะเพิ่มขึ้น
เรื่องที่ห้าคือเงื่อนไขพิเศษ เช่น ห้ามรับงานคู่แข่งในช่วงเวลาหนึ่ง งานด่วน หรือจำนวนรอบแก้งาน และเรื่องสุดท้ายคือชื่อเสียงกับคิวงาน ครีเอเตอร์ที่งานแน่นและมีผลงานพิสูจน์ได้ย่อมตั้งราคาได้สูงกว่า อินฟลูเอนเซอร์สองคนในตัวอย่างตอนต้นจึงอาจต่างกันได้ทุกข้อ ทั้งที่ตัวเลขผู้ติดตามเท่ากัน
ยอดผู้ติดตามบอกว่ามีคนกดติดตามกี่คน แต่ไม่ได้บอกว่ามีกี่คนที่ฟังเขาจริง
เรทราคา Influencer ปี 2026 แยกตามขนาด ตั้งแต่ Nano ถึง Mega
วงการแบ่งอินฟลูเอนเซอร์ตามจำนวนผู้ติดตามเป็นสี่ขนาดหลัก เส้นแบ่งของแต่ละที่ต่างกันบ้าง แต่ที่ใช้กันมากที่สุดคือแบบในตารางนี้ ตัวเลขราคาเป็นช่วงโดยประมาณต่อหนึ่งชิ้นงาน รวบรวมจากราคาที่เผยแพร่อยู่ในตลาดไทย ณ เดือนตุลาคม 2026 ใช้สำหรับตั้งงบเบื้องต้นเท่านั้น ราคาจริงของแต่ละคนอาจอยู่นอกช่วงนี้ได้
| ขนาด | ผู้ติดตาม | โพสต์ภาพ (บาท) | วิดีโอสั้น (บาท) | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|
| Nano | 1,000 ถึง 10,000 | 1,000 ถึง 5,000 | 1,000 ถึง 5,000 | ร้านในพื้นที่ สินค้าเฉพาะกลุ่ม รีวิวจำนวนมาก |
| Micro | 10,000 ถึง 100,000 | 3,000 ถึง 20,000 | 5,000 ถึง 25,000 | สร้างความน่าเชื่อถือและยอดขาย |
| Macro | 100,000 ถึง 1 ล้าน | 20,000 ถึง 150,000 | 15,000 ถึง 150,000 | สร้างการรับรู้ในวงกว้าง เปิดตัวสินค้า |
| Mega | มากกว่า 1 ล้าน | 150,000 ขึ้นไป | 150,000 ขึ้นไป | แคมเปญใหญ่ระดับประเทศ |

Nano: ราคาเบา แต่ต้องใช้แรงบริหาร
Nano มีค่าตัวเริ่มต้นราว 1,000 บาทต่อชิ้นงาน ข้อดีคือผู้ติดตามมักเป็นคนรู้จักจริง คำแนะนำจึงน่าเชื่อ ข้อที่ต้องเผื่อคือถ้าจะให้เห็นผล ต้องจ้างหลายสิบคนพร้อมกัน งานประสานงาน ส่งของ และตรวจงานจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนคน
Micro: ช่วงที่ราคาแกว่งมากที่สุด
นี่คือขนาดที่แบรนด์ SME ใช้มากที่สุด และเป็นขนาดที่ราคาต่างกันมากที่สุดด้วย คนที่มีผู้ติดตามหนึ่งหมื่นกับเก้าหมื่นอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และสายเฉพาะทางกับสายทั่วไปก็คิดราคาห่างกันมาก ตอนเทียบราคาจึงควรเทียบกับคนที่ขนาดและสายใกล้กัน ไม่ใช่เทียบทั้งกลุ่ม
Macro และ Mega: จ่ายเพื่อการรับรู้
ตั้งแต่ Macro ขึ้นไป ราคามักรวมค่าทีมงาน ค่าผู้จัดการ และมักเสนอเป็นแพ็กเกจหลายชิ้นงานมากกว่าราคาต่อโพสต์ สิ่งที่ได้คือการเข้าถึงคนจำนวนมากในเวลาสั้น แต่ไม่ได้แปลว่ายอดขายจะตามมาในสัดส่วนเดียวกัน
ตารางราคาใช้ตั้งงบได้ แต่ใช้ตัดสินว่าใครแพงใครถูกไม่ได้
เรทราคาบน TikTok, IG และ Facebook ต่างกันยังไง
ครีเอเตอร์คนเดียวกันมักมีเรทไม่เท่ากันในแต่ละแพลตฟอร์ม เพราะขนาดของผู้ชมและรูปแบบงานต่างกัน รายงาน Digital 2026 ของ DataReportal ระบุว่าช่วงปลายปี 2025 เครื่องมือโฆษณาของ TikTok เข้าถึงผู้ใช้อายุ 18 ปีขึ้นไปในไทยได้ราว 56.6 ล้านคน Facebook ราว 51.5 ล้านคน และ Instagram ราว 20.6 ล้านคน ตัวเลขนี้เป็นจำนวนผู้ใช้ที่โฆษณาเข้าถึงได้ ไม่ใช่จำนวนผู้ใช้งานจริงทั้งหมด แต่ก็พอบอกได้ว่าแต่ละที่มีคนอยู่มากน้อยแค่ไหน
TikTok: จ่ายค่าวิดีโอ และมักต้องบวกค่าสิทธิ์ยิงแอด
งานบน TikTok เป็นวิดีโอเกือบทั้งหมด ราคาจึงอิงกับแรงผลิตคลิป จุดที่ต่างจากแพลตฟอร์มอื่นคือยอดวิวไม่ผูกกับยอดผู้ติดตามมากนัก คลิปของ Micro อาจไปไกลกว่า Macro ได้ แบรนด์จึงมักขอสิทธิ์นำคลิปไปยิงแอดต่อ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแยก ส่วนคลิปแบบไหนเหมาะกับธุรกิจประเภทใด ดูได้ในบทความคอนเทนต์ TikTok ตามประเภทธุรกิจ
Instagram: ราคาแยกตามรูปแบบชัดที่สุด
เรทการ์ดของ IG มักแยกเป็นโพสต์ภาพ Reels และ Story โดย Reels แพงที่สุดเพราะเป็นงานวิดีโอ ส่วน Story ถูกที่สุดเพราะอยู่แค่ 24 ชั่วโมง ครีเอเตอร์สายความงาม แฟชั่น และไลฟ์สไตล์มักมีฐานหลักอยู่ที่นี่ และภาพลักษณ์ของบัญชีมีผลต่อราคามาก
Facebook: เพจรีวิวและกลุ่มเฉพาะทาง
บน Facebook งานมักมาในรูปเพจรีวิว เพจข่าวเฉพาะกลุ่ม และกลุ่มที่มีสมาชิกจริงจัง ราคามักคิดต่อโพสต์และขึ้นกับยอดการเข้าถึงของเพจมากกว่ายอดผู้ติดตาม เหมาะกับสินค้าที่ต้องอธิบายยาว และกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังใช้ Facebook เป็นหลัก
อย่าเอาเรทของแพลตฟอร์มหนึ่งไปต่อราคาอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง เพราะเป็นงานคนละแบบ
อ่านเรทการ์ดยังไงไม่ให้พลาด
เรทการ์ดบอกอะไร และไม่ได้บอกอะไร
เรทการ์ดคือเอกสารหน้าเดียวที่ครีเอเตอร์ใช้บอกราคาตั้งต้นของแต่ละรูปแบบงาน เช่น คลิป TikTok หนึ่งคลิป Reels หนึ่งคลิป หรือ Story สามเฟรม พร้อมสถิติของช่อง สิ่งที่เรทการ์ดมักไม่ได้บอกคือ ราคานั้นรวมการแก้งานกี่รอบ รวมสิทธิ์ให้แบรนด์นำไปใช้ต่อหรือไม่ และสถิติที่แนบมาเป็นของช่วงเวลาใด
ห้าคำถามที่ควรถามก่อนตกลง
- ราคานี้รวมการแก้งานกี่รอบ และถ้าเกินคิดเพิ่มอย่างไร
- แบรนด์นำคลิปไปโพสต์ในช่องตัวเองหรือนำไปยิงแอดได้ไหม ได้นานเท่าไร และคิดเพิ่มเท่าไร
- ขอดูสถิติย้อนหลังของคลิปที่ไม่ใช่คลิปที่ดีที่สุด เช่น ยอดวิวเฉลี่ยของสิบคลิปล่าสุด
- ผู้ติดตามส่วนใหญ่อยู่จังหวัดไหน เพศและช่วงอายุใด
- ช่วงนี้รับงานแบรนด์ในหมวดเดียวกันอยู่หรือไม่ และเว้นระยะจากงานคู่แข่งได้นานแค่ไหน
ครีเอเตอร์ที่ทำงานเป็นมืออาชีพจะตอบห้าข้อนี้ได้ทันที และคำตอบมักอธิบายได้เองว่าทำไมราคาของเขาถึงเป็นแบบนั้น
เรทการ์ดคือจุดเริ่มของการคุย ไม่ใช่ราคาสุดท้าย
ต้นทุนที่ไม่อยู่ในเรทการ์ด
ค่าบูสต์ และสิทธิ์นำคลิปไปยิงแอด
คลิปที่ลงในช่องของอินฟลูเอนเซอร์จะไปถึงผู้ติดตามของเขาเพียงบางส่วน แบรนด์ส่วนใหญ่จึงต้องยิงแอดต่อ บน TikTok ทำได้ผ่าน Spark Ads ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากครีเอเตอร์เจ้าของโพสต์ก่อน ครีเอเตอร์จำนวนมากคิดค่าอนุญาตนี้แยกจากค่าทำคลิป และคิดตามระยะเวลา ส่วนงบยิงแอดเองเป็นอีกก้อนหนึ่งที่จ่ายให้แพลตฟอร์ม เราเคยแกะเรื่องค่ายิงแอด TikTokไว้ในบทความก่อนหน้า

สิทธิ์ใช้คอนเทนต์ และการห้ามรับงานคู่แข่ง
ถ้าอยากนำคลิปไปใช้ในเว็บไซต์ หน้าร้านออนไลน์ หรือช่องของแบรนด์เอง ต้องตกลงเรื่องสิทธิ์ให้ชัดว่าใช้ที่ไหนและนานเท่าไร ยิ่งกว้างยิ่งแพง เช่นเดียวกับการขอให้ครีเอเตอร์ไม่รับงานคู่แข่ง ซึ่งเท่ากับขอให้เขาเสียรายได้ช่วงหนึ่ง แบรนด์ที่มีทีมรับทำคอนเทนต์อยู่แล้วมักวางแผนตั้งแต่ต้นว่าจะนำคลิปของอินฟลูเอนเซอร์ไปใช้ต่อที่ไหนบ้าง จะได้ซื้อสิทธิ์ครั้งเดียวให้ครอบคลุม
ค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าเดินทาง และค่าแก้งาน
สินค้าที่ส่งให้รีวิวคือต้นทุน ค่าส่งก็เช่นกัน ถ้าเป็นร้านอาหารหรือสถานที่ อาจมีค่าเดินทางและค่าอาหารของทีมถ่าย และถ้าบรีฟไม่ชัดจนต้องแก้หลายรอบ ก็มักมีค่าแก้งานเพิ่ม รายการเหล่านี้แต่ละอย่างไม่มาก แต่เมื่อคูณจำนวนครีเอเตอร์ก็กลายเป็นเงินก้อน
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และสัญญา
เมื่อผู้จ้างเป็นบริษัท โดยทั่วไปต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าจ้างก่อนโอน คำชี้แจงของกรมสรรพากร ระบุว่าหน้าที่นี้เกิดขึ้นเมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป และ คู่มือภาษีสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ของไทยรัฐ ระบุว่าแบรนด์หรือเอเจนซี่มักหักไว้ 2 ถึง 3% อัตราที่ใช้ขึ้นกับลักษณะงานและสถานะของผู้รับเงิน จึงควรให้ฝ่ายบัญชียืนยันก่อนทุกครั้ง และควรตกลงให้ชัดตั้งแต่แรกว่าราคาที่คุยกันเป็นราคาก่อนหรือหลังหักภาษี
ส่วนสัญญา อย่างน้อยควรระบุขอบเขตงาน กำหนดส่ง จำนวนรอบแก้ไข สิทธิ์ใช้คอนเทนต์ การเปิดเผยว่าเป็นงานที่ได้รับค่าจ้าง และเงื่อนไขการจ่ายเงิน งานเล็กใช้ข้อความยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรก็ยังดีกว่าตกลงปากเปล่า
ลองคิดงบจริงดู
สมมติเรทการ์ดเขียนว่าคลิปละ 10,000 บาท แบรนด์ขอสิทธิ์ยิงแอด 30 วันเพิ่ม 3,000 บาท ตั้งงบยิงแอด 5,000 บาท ค่าสินค้าและค่าส่งอีก 1,000 บาท งบจริงของคลิปนี้คือ 19,000 บาท เกือบสองเท่าของตัวเลขในเรทการ์ด ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ราคาตลาด
ราคาในเรทการ์ดคือค่าตัว ส่วนงบที่ต้องเตรียมคือค่าตัวบวกทุกอย่างที่ทำให้คลิปนั้นไปถึงคนดู
ราคานี้คุ้มไหม เช็กยังไงก่อนตกลงจ่าย
เทียบด้วยต้นทุนต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่ราคาต่อโพสต์
วิธีที่ง่ายที่สุดคือนำราคาไปหารด้วยผลที่คาดว่าจะได้ ขอยอดวิวเฉลี่ยของสิบคลิปล่าสุด แล้วคิดเป็นต้นทุนต่อหนึ่งพันวิว สมมติคนแรกคิด 6,000 บาท ยอดวิวเฉลี่ย 20,000 ครั้ง เท่ากับ 300 บาทต่อพันวิว คนที่สองคิด 18,000 บาท ยอดวิวเฉลี่ย 120,000 ครั้ง เท่ากับ 150 บาทต่อพันวิว คนที่ดูแพงกว่าสามเท่ากลับถูกกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อดูจากผล ทำแบบเดียวกันกับยอดคอมเมนต์และยอดบันทึกเพื่อดูต้นทุนต่อ engagement ได้

รายใหญ่หนึ่งคน หรือรายเล็กหลายคน
ถ้าเป้าหมายคือให้คนจำนวนมากรู้จักสินค้าในเวลาสั้น เช่น ช่วงเปิดตัว รายใหญ่หนึ่งคนทำได้เร็วและคุมง่าย ถ้าเป้าหมายคือความน่าเชื่อถือและยอดขาย รายเล็กหลายคนมักให้ผลดีกว่า เพราะคนเห็นสินค้าจากหลายปากในเวลาใกล้กัน และได้คลิปหลายแบบไปทดสอบต่อ ข้อแลกคืองานประสานงานที่มากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่แบรนด์จำนวนหนึ่งให้ทีมที่ดูแลงานจ้างอินฟลูเอนเซอร์รีวิวจัดการแทน
อีกทางที่คนมักลืมคือเสียงของคนในแบรนด์เอง บางธุรกิจพบว่าคนที่ลูกค้าเชื่อที่สุดคือผู้ก่อตั้ง จึงแบ่งงบส่วนหนึ่งไปใช้บริการรับทำ CEO Branding ควบคู่กับการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ เรื่องนี้เราเขียนไว้ในบทความCEO Branding จากตัวอย่างผู้บริหาร 3 สาย
จ้างแยกทีละคน หรือจ้างเป็นแพ็กเกจตามงบ
ราคาในตารางข้างต้นคือราคาเมื่อจ้างทีละคน ซึ่งแบรนด์ต้องหาคน ต่อราคา ส่งบรีฟ ตามงาน และทำเอกสารเองทุกราย อีกวิธีที่ใช้กันมากขึ้นคือจ้างเป็นแพ็กเกจตามงบ คือบอกงบและเป้าหมาย แล้วให้ทีมที่ดูแลจัดชุดอินฟลูเอนเซอร์ให้ โดยเกลี่ยหลายขนาดเข้าด้วยกันให้เหมาะกับแบรนด์
ที่ CloudBound เราขายงานอินฟลูเอนเซอร์แบบนี้ เพราะเมื่อเจรจาและบริหารเป็นชุดเดียว ราคาเฉลี่ยต่อคนคุ้มกว่าการซื้อแยกทีละคน เช่น งบ 100,000 บาท ได้อินฟลูเอนเซอร์ราว 20 คน โดยอาจเป็น Micro ไม่กี่คนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ผสมกับ Nano จำนวนมากเพื่อให้คนเห็นสินค้าจากหลายปาก สัดส่วนของแต่ละขนาดจะต่างกันไปตามสินค้า กลุ่มลูกค้า และเป้าหมายของแคมเปญ ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ จำนวนคนจริงขึ้นกับขนาดของอินฟลูเอนเซอร์ที่เลือก
สัญญาณเตือนก่อนโอนเงิน
ให้ระวังเมื่อยอดผู้ติดตามสูงแต่ยอดวิวและคอมเมนต์ต่ำผิดสัดส่วน คอมเมนต์เป็นข้อความสั้นซ้ำ ๆ จากบัญชีที่ไม่มีรูป ผู้ติดตามเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในวันเดียวโดยไม่มีคลิปดัง หรือครีเอเตอร์ไม่ยอมส่งสถิติหลังบ้านให้ดู ข้อใดข้อหนึ่งยังไม่ได้แปลว่าปลอม แต่ถ้าเจอหลายข้อพร้อมกัน ควรขอข้อมูลเพิ่มก่อนตัดสินใจ
ราคาแพงหรือถูกไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ว่าเงินก้อนนั้นซื้ออะไรกลับมา
สรุปแบบเพื่อนบอกเพื่อน
ถ้าต้องสรุปให้เพื่อนที่กำลังจะจ้างอินฟลูเอนเซอร์ครั้งแรกฟัง ก็คงบอกว่า ใช้ตารางราคาเพื่อตั้งงบ ไม่ใช่เพื่อต่อราคา ถามห้าคำถามก่อนตกลง บวกค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในเรทการ์ดเข้าไปตั้งแต่แรก แล้วตัดสินจากต้นทุนต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่จากราคาต่อโพสต์
คลิปรีวิวเป็นแค่จุดเริ่มของเส้นทางลูกค้า คนดูจบแล้วจะไปค้นชื่อแบรนด์ อ่านรีวิว เข้าเว็บไซต์ หรือทักแชต ถ้าปลายทางไม่พร้อม เงินค่าตัวก็จบที่ยอดวิว ธุรกิจที่อยากให้ทุกจุดต่อกันจึงมักทำงานกับทีมที่รับทำการตลาดออนไลน์ครบวงจร ถ้าอยากให้ช่วยดูว่างบที่มีควรแบ่งอย่างไร ก็ปรึกษาฟรีได้
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "คนนี้ค่าตัวเท่าไร" แต่คือ "เงินเท่านี้ พาสินค้าเราไปถึงใครได้บ้าง"
FAQ : คำถามที่พบบ่อย
เรทราคา Influencer ปี 2026 อยู่ที่ประมาณเท่าไร?
ไม่มีราคากลาง แต่ช่วงโดยประมาณในตลาดไทย ณ ตุลาคม 2026 ต่อหนึ่งชิ้นงานคือ Nano (ผู้ติดตาม 1,000 ถึง 10,000) ราว 1,000 ถึง 5,000 บาท Micro (10,000 ถึง 100,000) ราว 3,000 ถึง 25,000 บาท Macro (100,000 ถึง 1 ล้าน) ราว 15,000 ถึง 150,000 บาท และ Mega (มากกว่า 1 ล้าน) ตั้งแต่ 150,000 บาทขึ้นไป งานวิดีโอมักแพงกว่าโพสต์ภาพ และราคาจริงของแต่ละคนอาจอยู่นอกช่วงนี้ได้
ทำไมอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามเท่ากันคิดราคาไม่เท่ากัน?
เพราะราคาไม่ได้คิดจากยอดผู้ติดตามอย่างเดียว ตัวแปรหลักมีหกเรื่อง คือ engagement ของช่อง กลุ่มผู้ติดตามว่าตรงกลุ่มและเฉพาะทางแค่ไหน รูปแบบงาน สิทธิ์ที่แบรนด์ขอใช้คอนเทนต์ต่อ เงื่อนไขพิเศษอย่างการห้ามรับงานคู่แข่ง และชื่อเสียงกับคิวงานของครีเอเตอร์ สองคนที่ผู้ติดตามเท่ากันจึงต่างกันได้หลายเท่า
เรทราคา Influencer TikTok กับ IG ต่างกันอย่างไร?
ต่างกันที่รูปแบบงาน TikTok เป็นงานวิดีโอเกือบทั้งหมด ราคาจึงอิงกับแรงผลิตคลิป และมักมีค่าสิทธิ์นำคลิปไปยิงแอดเพิ่ม ส่วน IG มักแยกราคาเป็นโพสต์ภาพ Reels และ Story โดย Reels แพงที่สุดและ Story ถูกที่สุด ครีเอเตอร์คนเดียวกันจึงมักมีเรทไม่เท่ากันในแต่ละแพลตฟอร์ม และไม่ควรนำเรทของที่หนึ่งไปต่อราคาอีกที่หนึ่ง
ค่าจ้าง Influencer ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม?
โดยทั่วไปต้องหักเมื่อผู้จ้างเป็นบริษัทและยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แบรนด์หรือเอเจนซี่มักหักไว้ 2 ถึง 3% ก่อนโอน อัตราที่ใช้ขึ้นกับลักษณะงานและสถานะของผู้รับเงิน จึงควรให้ฝ่ายบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษียืนยัน และควรตกลงกับครีเอเตอร์ให้ชัดว่าราคาที่คุยกันเป็นราคาก่อนหรือหลังหักภาษี
มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ไม่อยู่ในเรทการ์ด?
ค่าใช้จ่ายที่มักไม่อยู่ในเรทการ์ดมีห้ากลุ่ม คือ งบยิงแอดหรือค่าบูสต์ ค่าสิทธิ์ให้แบรนด์นำคลิปไปยิงแอดหรือใช้ในช่องของตัวเอง ค่าสินค้าและค่าส่ง ค่าเดินทางหรือค่าแก้งานเกินรอบที่ตกลง และภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อรวมแล้วงบจริงอาจสูงกว่าราคาในเรทการ์ดได้มาก จึงควรบวกรายการเหล่านี้ตั้งแต่ตอนตั้งงบ
งบจำกัด ควรจ้าง Micro Influencer หลายคนหรือ Macro คนเดียว?
ขึ้นกับเป้าหมาย ถ้าต้องการให้คนจำนวนมากรู้จักสินค้าในเวลาสั้น เช่น ช่วงเปิดตัว Macro หนึ่งคนทำได้เร็วและบริหารง่าย ถ้าต้องการความน่าเชื่อถือและยอดขาย Micro หลายคนมักให้ผลดีกว่า เพราะคนเห็นสินค้าจากหลายคนในเวลาใกล้กัน และได้คลิปหลายแบบ ข้อแลกคืองานประสานงานที่เพิ่มขึ้น
จ้าง Influencer เป็นแพ็กเกจกับจ้างแยกทีละคน แบบไหนคุ้มกว่า?
การจ้างเป็นแพ็กเกจตามงบมักคุ้มกว่า เพราะเจรจาและบริหารเป็นชุดเดียว ราคาเฉลี่ยต่อคนจึงต่ำกว่าการจ้างแยกทีละคน และแบรนด์ไม่ต้องประสานงานเองทุกราย ตัวอย่างเช่น แพ็กเกจของ CloudBound งบ 100,000 บาท ได้อินฟลูเอนเซอร์ราว 20 คน โดยเกลี่ยขนาด Nano, Micro และขนาดอื่นให้เหมาะกับแบรนด์ จำนวนคนจริงขึ้นกับขนาดของอินฟลูเอนเซอร์ที่เลือก
เช็กได้อย่างไรว่าราคาที่ได้มาคุ้มหรือแพงไป?
ให้เทียบจากต้นทุนต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่ราคาต่อโพสต์ ขอยอดวิวเฉลี่ยของสิบคลิปล่าสุด แล้วนำราคามาหารเป็นต้นทุนต่อหนึ่งพันวิว และทำแบบเดียวกันกับยอดคอมเมนต์หรือยอดบันทึก จากนั้นเทียบกับครีเอเตอร์ที่ขนาดและสายใกล้กัน คนที่ราคาต่อโพสต์สูงกว่าอาจถูกกว่าเมื่อดูจากผลที่ได้



